คำพิพากษาฏีกาที่น่าสนใจ
คดีใดจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
หรือของศาลทหารนั้นได้มีคำพิพากษา
ของศาลฏีกาวินิจฉัยไว้หลายกรณีด้วยกัน
เช่น
1. กรณีจำเลยกระทำความผิดด้วยกันกับผู้อื่น แต่ขณะฟ้องนั้นมิได้ฟ้องผู้ที่กระทำความผิดคนอื่น ๆ เป็นจำเลยด้วย ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้แก่ศาลยุติธรรม
คำพิพาษาฏีกาที่ 705/2481 จำเลยเป็นทหารประจำการ ทำการลักทรัพย์ จำเลยรับสารภาพว่าทำการลักทรัพย์จริง แต่ได้ร่วมกระทำผิดกับพลเรือน เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานประกอบข้ออ้างของตน ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้
คำพิพากษาฏีกาที่ 1619/2485 ทหารประจำการสมคบกับพวกกระทำผิด แต่ไม่ปรากฎว่าพวกนั้นเป็นทหารหรือพลเรือน ต้องฟ้องคดีต่อศาลพลเรือน
คำพิพากษาฏีกาที่ 1105/2513 ทหารกับพวกซึ่งยังหลบหนีอยู่ร่วมกันกระทำผิด เมื่อไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นชัดว่าพวกที่หลบหนีอยู่นั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารแล้ว คดีขึ้นศาลพลเรือน
คำพิพากษาฏีกาที่ 1104/2513 คำว่า "ด้วยกัน" ในมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องที่ทหารกับพลเรือนได้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเสมอไป ทหารประจำการกับพลเรือนต่างขับรถสวนทางกันด้วยความประมาท ทำให้รถเฉี่ยวและชนกัน เป็นเหตุให้ผู้โดยสารมาในรถถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ "กระทำผิดด้วยกัน" แล้ว ต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือน
คำพิพากษาฏีกาที่ 1684/2521 ทหารกับพลเรือนใช้อาวุธปืนและมีดเข้าทำร้ายกัน กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 14 (1) คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะพิจารณาพิพากษา
2. กรณีศาลยุติธรรมสั่งรับประทับฟ้องคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไว้แล้ว ต่อมาภายหลังจึงปรากฎว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารมาแต่ต้น จะถือว่าเป็นการสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำพิพากษาฏีกาที่ 463/2504 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลพลเรือน ศาลพลเรือนรับฟ้องแล้ว ต่อมาปรากฎว่าจำเลยเป็นทหารกองประจำการขณะกระทำผิด ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลดังกล่าวจึงวินิจฉัยว่า ขณะมีการกระทำความผิดคดีนี้เกิดขึ้น จำเลยยังรับราชการทหารอยู่ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16 (3) ฉะนั้นจำเลยจึงถูกนำตัวไปฟ้องยังศาลทหารตามมาตรา 13 ที่มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพลเรือนสั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว แม้จะปรากฎทางพิจารณาภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้นั้น หมายถึงคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารดังกล่าวไว้ในมาตรา 15 วรรคแรก และคดีที่มีลักษณะข้อยกเว้นที่กล่าวไว้ในมาตรา 14 แต่คดีนี้ไม่อยู่ในข้อยกเว้นข้อหนึ่งข้อใดเลย ศาลพลเรือนไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ แม้จะสั่งรับประทับฟ้องและดำเนินกระบวนการพิจารณาไปแล้วก็ตาม จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฏีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ความในมาตรา 15 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 บัญญัติชัดอยู่แล้ว "เมื่อศาลพลเรือนได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว แม้จะปรากฎตามทางพิจารณาในภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้" ฉะนั้นแม้คดีนี้จะปรากฎภายหลังที่ศาลสั่งรับประทับฟ้องไว้แล้วว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลจังหวัดพิจิตรซึ่งเป็นศาลพลเรือนก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องโจทก์เพราะเหตุที่ว่าเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาไม่ได้นั้น ศาลฏีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะข้อความในตัวบทก็มีความชัดอยู่แล้ว คดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ถ้าเข้ากรณีเช่นว่านี้ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ ศาลฏีกาไม่เห็นมีเหตุที่จะต้องคำนึงอย่างไรอีกว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารด้วยเงื่อนไขอย่างไร
คำพิพากษาฏีกาที่ 1352/2506 คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่ศาลพลเรือนได้รับฟ้องไว้ จะเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 15 วรรคสอง ให้ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาได้นั้น ต้องปรากฎทางพิจารณาภายหลังว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจศาลทหาร ไม่ใช่ปรากฎตั้งแต่ประทับฟ้องแล้วว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร
คำพิพากษาฏีกาที่
34/2508
ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนตั้งแต่มาตรา
217 ถึงมาตรา 239
แห่งประมวลกฎหมายอาญา นั้น
มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่
16
ซึ่งใช้บังคับระหว่างเกิดเหตุให้อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่จะพิจารณา
ดังนั้นศาลจังหวัดรับฟ้องคดีซึ่งมีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา
229
ซึ่งเป็นบทหนักไว้ดำเนินการตลอดมา
จนถึงชั้นศาลอุทธรณ์
จึงไม่ชอบที่จะทำได้เกี่ยวกับอำนาจศาล
ตามมาตรา 15
แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร
พ.ศ.2498 มีความหมายเพียงว่า
เมื่อศาลพลเรือนสั่งรับฟ้องไว้
ความยังไม่ปรากฎโดยชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่
ต่อเมื่อได้รับฟ้องแล้วจึงปรากฎว่าจำเลยเป็นทหารประจำการ
ดังนี้ศาลพลเรือนย่อมดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไปได้
แต่เมื่อคดีปรากฎตั้งแต่แรกตามฟ้องว่าความผิดที่กล่าวเป็นความผิดที่ต้องขึ้นอยู่ในอำนาจศาลทหารตามประกาศของ
คณะปฏิวัติแล้ว เช่นนี้
หาใช่ว่าความเพิ่งปรากฎขึ้นภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่
ศาลพลเรือนไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาพิพากษา
คำพิพากษาฏีกาที่
59/2520
ตามฟ้องระบุยศจำเลยเป็นพันโทและบรรยายว่าพนักงานสอบสวน
มอบตัวจำเลยแก่ผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารรับไป
แสดงว่าจำเลยเป็นทหารประจำการอยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารฯ
ปรากฎแต่แรกการรับฟ้องไว้แล้ว
ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา
15 วรรคสอง
ศาลพลเรือนรับพิจารณาพิพากษาไม่ได้
คำพิพากษาฏีกาที่ 522/2522 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลพลเรือนด้วข้อหาว่าฆ่าผู้อื่น แต่ขณะยื่นฟ้องนั้นปรากฎแต่แรกแล้วว่า ขณะเกิดเหตุข้อหาความผิดต่อชีวิตคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษา ดังนี้ศาลพลเรือนย่อมไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณา
คำพิพากษาฎีกาที่ 770/2524 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ความผิดดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ปรากฎแต่แรกตามฟ้องแล้วว่า ความผิดที่กล่าวเป็นความผิดที่ต้องขึ้นอยู่ในอำนาจศาลทหาร หาใช่ความเพิ่งปรากฎขึ้นภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่ ศาลพลเรือนไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้รับคำฟ้องและดำเนินการพิจารณาพิพากษามา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจศาล คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่มีผลบังคับ ศาลฏีกาย่อมพิพากษายกฏีกาโจทก์ และคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสีย
คำพิพากษาฎีกาที่ 1281/2524 โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ และกรรโชก ความผิดฐานกรรโชกนั้น คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ซึ่งยังมีผลใชับังคับอยู่ในระหว่างเกิดเหตุ คดีนี้ว่าให้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารนั้น ก็มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 30 ว่าบรรดาคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นฉบับที่ 1 และคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับอื่น ถ้าคดีใดประกอบด้วยการกระทำหลายอย่าง แม้แต่ละอย่างจะเป็นความผิดได้ในตัวเองและไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ให้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ข้อหาฐานนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย ศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจประทับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา
คำพิพากษาฏีกาที่ 789/2525 ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 15 วรรคสอง หมายความว่า ขณะที่ศาลพลเรือนสั่งรับประทับฟ้องของโจทก์ความยังไม่ปรากฎชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่ ต่อมาเมื่อศาลพลเรือนได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ความจึงปรากฎในภายหลังว่าจำเลยเป็นทหารประจำการ ดังนี้ศาลพลเรือนย่อมดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ในคดีนี้ความปรากฎต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนตั้งแตชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ ทั้งโจทก์ได้ทราบความข้อนี้ก่อนโจกท์นำคดีมาฟ้อง จึงเป็นการดำเนินการกระบวนพิจารณาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 13 และ 16 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่ประทับฟ้อง ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่ง จึงอยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 13 และเมื่อจำเลยเป็นนายทหารประจำการจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา 16 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังศาลพลเรือน ศาลพลเรือนหาจำต้องสั่งไม่รับตั้นแต่ขณะโจทก์ยื่นฟ้องไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา เพราะคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารจึงชอบแล้ว