
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม
ว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี
พ.ศ.๒๕๔๗
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี กระทรวงกลาโหมจึงออกข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.๒๕๔๗"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิก
(๑) ข้อบังคับทหารว่าด้วย ระเบียบ จัดการทางคดี ที่ ๙/๑๐๙๐๙ ส่วน ๒๔๗๗ ลง ๑๓ พ.ย.๗๗
(๒) ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๒
(๓) ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๙๖
บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง คำชี้แจงอื่น ๆ ในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้
ข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้
(๑) "ศาล" หมายความว่า ศาลทหาร
(๒) "เขตที่ตั้งทหาร" หมายความว่า ในหรือบริเวณอาคาร ที่ตั้งหน่วยทหาร ที่พักร้อน พักแรม เรือ อากาศยาน หรือ
ยานพาหนะใด ๆ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
(๓) "ผู้มีอำนาจสั่งสอบสวน" หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาของผู้สอบสวนและผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจ
ศาลทหารในขณะกระทำผิด
(๔) "ผู้สอบสวน" หมายความว่า นายทหารพระธรรมนูญ อัยการทหาร และนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่มีอำนาจและหน้าที่
ทำการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
ข้อ ๕ ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมรักษาการตามข้อบังคับนี้
หมวด ๑
การสอบสวน
ข้อ ๖ ห้ามมิให้ผู้สอบสวนทำการสอบสวนคดีอาญาใดโดยมิได้มีคำสั่งให้ทำการสอบสวนจากผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนก่อน
ผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนจะสั่งผู้สอบสวนคนใดคนหนึ่งทำการสอบสวน หรือหลายคนเป็นคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ให้
ผู้สอบสวนที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานกรรมการ
ข้อ ๗ กรณีความผิดเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารต่างหน่วยกัน ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยที่เกี่ยวข้องรายงาน
ตามลำดับชั้นจนถึงผู้มีอำนาจสั่งสอบสวน เพื่อสั่งตั้งผู้สอบสวนต่อไป
ข้อ ๘ คดีที่มีผู้สอบสวนหลายคนเป็นคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวนผู้ต้องหาให้มีผู้สอบสวนครบจำนวนเสมอ ส่วนการสอบสวนบุคคลอื่น
ตลอดจนการรวบรวมพยานหลักฐานให้มีผู้สอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
กรณีที่กรรมการสอบสวนคนใดไม่มาร่วมสอบสวนตามกำหนดนัด ให้กรรมการที่มาทำการสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไปได้ทีเดียว
ให้กรรมการซึ่งทำการสอบสวนบันทึกเหตุที่กรรมการไม่มาร่วมทำการสอบสวนติดไว้ในบันทึกการปฏิบัติของผู้สอบสวนด้วย
ข้อ ๙ การสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้กระทำได้เฉพาะคดีดังต่อไปนี้
(๑) คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารที่เกิดขึ้นในเขตที่ตั้งทหาร
(๒) คดีอาญาที่ผู้กระทำผิดและผู้เสียหายต่างเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารด้วยกันตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
(๓) คดีอาญาที่เกี่ยวด้วยวินัยทหารตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร
(๔) คดีอาญาที่เกี่ยวด้วยความลับของทางราชการทหาร
ข้อ ๑๐ เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
ในการยุติธรรม แม้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริต หากคณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่
ของคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนจึงจะมีอำนาจสั่งให้ทำการสอบสวนได้
สำหรับคดีที่อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว
ข้อ ๑๑ ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำความผิดได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าประสงค์จะดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด
ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งตั้งผู้สอบสวนทันที และให้ผู้สอบสวนบันทึกคำร้องทุกข์ไว้ในวันเดียวกัน
ข้อ ๑๒ เมื่อผู้สอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้จัดการทำบันทึกตามท้องสำนวนและความเห็นเสนอผู้มีอำนาจสั่งสอบสวน เพื่อ
ส่งสำนวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังอัยการทหารแห่งศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเพื่อดำเนินการต่อไป
ถ้าผู้ต้องหาถูกควบคุมหรือขังระหว่างสอบสวนอยู่ไม่ต้องขอรับตัวมา แต่ถ้ามิได้ถูกควบคุมหรือขัง และผู้สอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง
ต้องส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปยังอัยการทหาร
ข้อ ๑๓ การสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวด้วยวินัยทหารใน ๒๑ บทมาตราตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร
ความผิดลหุโทษ และความผิดที่เปรียบเทียบได้ตามกฎหมาย นั้น หากเป็นความผิดเล็กน้อยไม่สำคัญ ทั้งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และสมควร
ลงทัณฑ์ทางวินัยแทนการส่งตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีในศาลทหารให้เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนเสนอความเห็นว่าความผิดที่สอบสวน
เป็นความผิดที่ผู้บังคับบัญชาจะลงทัณฑ์ทางวินัยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ซึ่งการกระทำของ
ผู้ต้องหาเป็นความผิดเล็กน้อยไม่สำคัญ เห็นควรลงทัณฑ์แทนการส่งตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีในศาล โดยกำหนดทัณฑ์ว่าจะลงสถานใด เท่าใด
แล้วส่งสำนวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังอัยการทหารแห่งศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
ถ้าผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ให้ดำเนินคดีต่อไป
หมวด ๒
การจับ
ข้อ ๑๔ การจับตามกฎหมายจะต้องเป็นการกระทำโดยชอบตามขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติ และผู้จับจะต้องนำตัวผู้ถูกจับไปยัง
ที่ทำการของเจ้าพนักงานหรือศาลโดยทันที
ข้อ ๑๕ ก่อนทำการจับ ผู้สอบสวนมีหน้าที่ร้องขอหมายจับจากศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี หรือศาลที่มีเขตอำนาจเหนือ
ท้องที่ที่จะทำการจับเสียก่อน โดยเสนอพยานหลักฐานให้เพียงพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่า
(๑) ผู้จะถูกออกหมายจับน่าจะได้กระทำผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
(๒) ผู้จะถูกออกหมายจับน่าจะได้กระทำผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นน่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
การจับโดยไม่มีหมายจับของศาล มีได้เฉพาะแต่กรณีการจับผู้กระทำผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมาย
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ข้อ ๑๖ ผู้สอบสวนมีอำนาจจับหรือจัดการให้จับผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ข้อ ๑๗ สารวัตรทหาร และผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่มิได้เป็นผู้สอบสวนจะทำการจับในฐานะ
เป็นเจ้าพนักงานได้เมื่อผู้สอบสวนจัดให้มีการจับเท่านั้น
ข้อ ๑๘ บุคคลอื่นที่มิใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจับ จะจับผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่ได้ เว้นแต่
(๑) ผู้นั้นกระทำผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๒) เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับขอความช่วยเหลือเพื่อจัดการตามหมายนั้น แต่จะบังคับให้ผู้ใดช่วยโดยอาจเกิดอันตราย
แก่เขานั้นไม่ได้
ข้อ ๑๙ ในการจับ ผู้จับต้องทำการจับด้วยความสุภาพตามควรแก่กรณี เว้นแต่ผู้ถูกจับขัดขวาง หรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนี
หรือพยายามจะหลบหนี ผู้จับมีอำนาจใช้วิธีหรือความป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับผู้นั้น
ข้อ ๒๐ ในการจับ เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งแก่ผู้ถูกจับด้วยว่า ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับกล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาคดีได้
ถ้ามีหมายจับให้แจ้งแก่ผู้ถูกจับและผู้เกี่ยวข้องทราบ และอ่านข้อความในหมายจับให้ฟัง ถ้าผู้ถูกจับและผู้เกี่ยวข้องร้องขอที่จะดูหมายจับ ก็ให้ส่งหมายแก่
ผู้นั้นตรวจดู การแจ้งข้อความในหมายและการส่งหมายให้ตรวจนั้น ให้บันทึกไว้ในหมายจับนั้นพร้อมทั้งวัน เดือน ปี ที่อ่านและส่งให้ตรวจ จากนั้นให้รีบ
นำตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของผู้สอบสวนโดยทันที
ข้อ ๒๑ เมื่อผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของผู้สอบสวน ซึ่งให้หมายความรวมถึงที่ทำการของผู้สอบสวนแห่งแรกที่ไปถึง ไม่ว่าจะเป็นที่
ทำการต้นสังกัดของผู้สอบสวนหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้สอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ชักช้า
สิทธิใด ๆ ของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาที่กฎหมายบัญญัติให้แจ้งแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบ นั้น เป็นหน้าที่ของผู้สอบสวนต้องแจ้งให้
ครบถ้วน และต้องแจ้งด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจทราบว่าตนถูกจับและถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ที่ใดด้วย
หากผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาประสงค์จะใช้สิทธิตามกฎหมาย ให้ผู้สอบสวนจัดดำเนินการและอำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกจับหรือ
ผู้ต้องหา
ข้อ ๒๒ เมื่อเจ้าพนักงานผู้จับได้จัดการตามหมายจับแล้ว ให้บันทึกรายละเอียดในการจัดการตามหมายนั้นไว้ ถ้าจัดการตามหมายไม่ได้
เพราะเหตุใด ให้รายงานพฤติการณ์ที่จัดการไม่ได้นั้นไปยังผู้สอบสวนโดยเร็ว
ข้อ ๒๓ ในกรณีที่หมดอำนาจควบคุมหรือขังระหว่างสอบสวน แล้วแต่กรณี เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจับยังคงมีอำนาจจับผู้ต้องหาเพื่อนำตัว
ส่งฟ้องต่อศาลได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น จะจับเพื่อเหตุอื่น เช่น สอบสวนต่อไป หรือรอสั่งคดี ฯลฯ ไม่ได้
ข้อ ๒๔ ในกรณีที่มีการจับแต่ยังมิได้มีการตั้งผู้สอบสวน ไม่ว่าจะเป็นการจับโดยมีหมายหรือไม่มีหมายของศาลก็ตาม ให้ผู้จับนำตัวผู้ถูกจับ
ส่งพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดำเนินการต่อไป
หมวด ๓
การควบคุม
ข้อ ๒๕ เหตุที่จะควบคุมผู้ถูกจับได้มีดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ถูกจับน่าจะได้กระทำผิดอาญาร้ายแรงที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
(๒) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ถูกจับน่าจะได้กระทำผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ถูกจับจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิง
กับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ข้อ ๒๖ ในกรณีมีเหตุที่จะควบคุมได้ตามข้อ ๒๕ ให้ผู้สอบสวนควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้ไม่เกินกว่าความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี
ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องควบคุมผู้ถูกจับไว้ต่อไปอีก ให้นำตัวหรือจัดให้มีการนำตัวผู้ถูกจับไปศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
ภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับไปถึงที่ทำการของผู้สอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณาว่ามีเหตุที่จะขังผู้ถูกจับไว้ตามกฎหมายหรือไม่ เว้นแต่
มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ข้อ ๒๗ กรณียังมิได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการทหาร ให้เป็นหน้าที่ของผู้สอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้
กรณีที่ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการทหารรับไว้แล้ว ให้เป็นหน้าที่ของอัยการทหารเป็นผู้ยื่น
กรณีที่ศาลสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนแล้ว ถ้าเหตุจำเป็นที่จะขังผู้ต้องหายังคงมีอยู่ ก่อนครบกำหนดเวลาที่ศาลขังผู้ต้องหา
ในแต่ละครั้ง ให้ผู้สอบสวน หรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องขอให้ศาลขังผู้ต้องหาติดๆกันไป ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ โดยไม่ต้องคำนึง
ว่าศาลได้มีคำสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวหรือไม่ แต่เมื่อเหตุจำเป็นที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหมดไปแล้ว ไม่ว่าศาลสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหา
ชั่วคราวหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้สอบสวน หรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวผู้ต้องหาไปโดยพลัน
หมวด ๔
การปล่อยชั่วคราว
ข้อ ๒๘ การปล่อยชั่วคราวก่อนศาลมีคำสั่งขังผู้ต้องหา เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้สอบสวน หรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี
ข้อ ๒๙ เมื่อได้รับคำร้องขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราว ให้ผู้สอบสวนหรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี รีบสั่งโดยเร็ว โดยถือหลักว่า
ผู้ต้องหาพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหานั้นไว้ตามกฎหมาย และเมื่อสั่งอนุญาตแล้ว ให้ปล่อยตัว
ผู้ต้องหาทันที แล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
กรณีสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ต้องระบุเหตุผลโดยชัดแจ้งให้ผู้ร้องทราบ
ข้อ ๓๐ ในการปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกัน ก่อนที่จะปล่อยไป ให้ผู้สอบสวน หรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี จัดให้ผู้ต้องหาสาบาน หรือ
ปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียก แล้วให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบวันและเวลานัด เพื่อมาพบเจ้าพนักงานตามกำหนด
ข้อ ๓๑ การปล่อยชั่วคราว โดยมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน ควรกำหนดวงเงินประกันให้เหมาะแก่ข้อกล่าวหา สภาพแห่งคดี
และความน่าเชื่อถือของผู้ขอประกันและหลักประกัน รวมทั้งการที่ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่ด้วย
ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินห้าปีขึ้นปี ต้องมีประกันและมีหลักประกันด้วย
ข้อ ๓๒ ในการกำหนดวงเงินประกันให้พิจารณาดังนี้
(๑) คดีมีโทษปรับสถานเดียว ให้กำหนดวงเงินไม่เกินอัตราโทษอย่างสูง และไม่ต่ำกว่าอัตราโทษอย่างต่ำสำหรับความผิดนั้น
(๒) คดีที่มีอัตราโทษจำคุก ให้ถือเกณฑ์คำนวณวงเงินประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ต่ออัตราโทษจำคุก ๑ ปีโดยประมาณ ทั้งนี้ให้ถือ
อัตราโทษอย่างสูงเป็นหลัก
(๓) คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ให้กำหนดวงเงินประกันตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท
ข้อ ๓๓ การปล่อยชั่วคราว อาจใช้เงินสดหรือหลักทรัพย์ ดังต่อไปนี้
(๑) โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และหนังสือรับรองราคาประเมินของเจ้าพนักงาน
มาแสดง และต้องไม่มีภาระผูกพันอันอาจกระทบต่อการบังคับคดีได้ หากจะนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินมาเป็นหลักประกัน จะต้องนำหนังสือ
แสดงราคาสิ่งปลูกสร้างที่น่าเชื่อถือมาประกอบด้วย
(๒) หลักทรัพย์มีค่าอย่างอื่นที่กำหนดราคามูลค่าที่แน่นอนได้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน บัตรหรือสลากออมทรัพย์ทวีสิน
ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ใบรับฝากเงินประจำของธนาคาร ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและธนาคารผู้จ่ายได้รับรอง
ตลอดไปแล้ว ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว หนังสือรับรองของธนาคารเพื่อชำระค่าปรับแทนในกรณีผิดสัญญาประกัน เป็นต้น ทั้งนี้
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตรวจสอบเพื่อขอคำยืนยันจากธนาคาร
เมื่อทำสัญญาประกันแล้ว ให้มีหนังสือแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดิน สำนักงานเขต หรืออำเภอ หรือธนาคาร แล้วแต่กรณีทันที
และเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลง ให้รีบแจ้งยกเลิกการอายัดโดยเร็ว
ข้อ ๓๔ การปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน ให้พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ร้อง จากอาชีพ สถานภาพ ชื่อเสียงทางสังคม หรือ
คุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้ร้อง
ข้อ ๓๕ ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้สอบสวน หรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี อาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้ต้องหาหรือ
เงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ต้องหาปฏิบัติ เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือเพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราวก็ได้
ข้อ ๓๖ เป็นหน้าที่ของผู้ทำสัญญาประกัน ในการรับ ฝาก ถอน คืน และนำส่งเงินสด ซึ่งเป็นหลักประกันตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม
ว่าด้วยการเงิน ส่วนหลักทรัพย์อื่นให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย หากไม่มีตู้นิรภัยให้เก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่เห็นสมควร
ข้อ ๓๗ ในกรณีผิดสัญญาประกัน ให้ผู้ทำสัญญาประกันรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงระดับหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม
กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการฟ้องบังคับตามสัญญาประกันต่อไป
หมวด ๕
การค้น
ข้อ ๓๘ ภายใต้บังคับข้อ ๓๙ ผู้สอบสวนมีอำนาจค้นหรือจัดการให้ค้นในที่รโหฐาน บุคคล และเอกสารทางไปรษณีย์ เพื่อพบสิ่งของ
ซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิด หรือได้ใช้ หรือสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องปฏิบัติ
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยค้นเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐาน
ผู้สอบสวนเท่านั้นที่เป็นหัวหน้าทำการค้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นโดยมีหมายหรือไม่ก็ตาม
ข้อ ๓๙ การค้นในที่รโหฐาน ผู้สอบสวนมีหน้าที่ร้องขอหมายค้นจากศาลที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่จะทำการค้นเสียก่อน ทั้งนี้ให้อยู่
ภายใต้บังคับเรื่องชั้นยศทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร โดยเสนอพยานหลักฐานให้เพียงพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าบุคคล หรือสิ่งของ
ที่ค้นหาน่าจะอยู่ในที่รโหฐานที่จะค้น และ
(๑) ในกรณีค้นหาสิ่งของ
(ก) สิ่งของนั้นจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา
(ข) สิ่งของนั้นมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำผิด หรือ
(๒) ในกรณีค้นหาบุคคลซึ่งถูกออกหมายจับ
ข้อ ๔๐ การค้นในที่รโหฐานซึ่งอยู่ในเขตที่ตั้งทหาร ก่อนทำการค้น ให้ผู้ทำการค้นแจ้งให้ผู้ปกครองบังคับบัญชาเหนือที่รโหฐานนั้นทราบ
หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจกระทำได้ ก็ให้แจ้งในทันทีเท่าที่สามารถกระทำได้
ผู้ปกครองบังคับบัญชาเหนือที่รโหฐานอาจไปเอง หรือจัดผู้แทนไปดูการตรวจค้นด้วยก็ได้
หมวด ๖
การจัดการทางคดีที่เกี่ยวกับความผิดฐานขัดขืน หรือละเลยไม่กระทำตามข้อบังคับ
ข้อ ๔๑ การจัดการทางคดีแก่นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการที่กระทำความผิด ฐานขัดขืนหรือละเลยไม่กระทำตามคำสั่ง
ตามความในมาตรา ๓๐ หรือมาตรา ๓๑ หรือกระทำความผิดฐานขืนขืนหรือละเลยไม่กระทำตามข้อบังคับตามความในมาตรา ๓๒ หรือมาตรา ๓๓
แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้น ให้ดำเนินการได้เฉพาะกรณีการกระทำความผิดนั้นเป็นการขัดขืนหรือละเลยไม่กระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ของนายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ หรือเป็นการขัดขืนหรือละเลยไม่กระทำตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม หรือข้อบังคับทหารซึ่งใช้อยู่
ในเวลากระทำความผิดเท่านั้น
ข้อ ๔๒ เมื่อปรากฎว่ามีการกระทำความผิดตามข้อ ๔๑ เกิดขึ้น ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิด หรือนายทหารชั้นสัญญาบัตร
ที่ได้รับมอบหมายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่การกระทำผิดเกิดขึ้น เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว และแนะนำให้
พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีดังกล่าวไปยังอัยการศาลมณฑลทหาร หรือัยการศาลทหารกรุงเทพ แล้วแต่กรณี
หมวด ๗
แบบพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินคดีอาญาของทหาร
ข้อ ๔๓ การจัดการทางคดี ให้ใช้แบบพิมพ์ต่างๆ ตามแบบที่ได้กำหนดไว้ท้ายข้อบังคับนี้ และให้หน่วยต่างๆ เบิกตรงต่อกรมเสมียนตรา
กรมสารบรรณทหาร กรมสารบรรณทหารบก กรมสารบรรณทหารเรือ และกรมสารบรรณทหารอากาศ แล้วแต่สังกัด
เมื่อเห็นว่าควรจะแก้ไขเพิ่มเติมแบบเดิมที่มีอยู่แล้วประการใด ให้รายงานเสนอมายังกรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ข้อ ๔๔ แบบพิมพ์ที่ข้อบังคับนี้ได้กำหนดไว้มีดังนี้ คือ
(๑) บันทึกส่งสำนวน แบบ ส.๑
(๒) บัญชีสำนวนการสอบสวน แบบ ส.๒
(๓) รายงานการสอบสวน แบบ ส.๓
(๔) กระดาษต่อ แบบ ส.๔
(๕) คำให้การผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน แบบ ส.๕
(๖) คำให้การผู้ต้องหา แบบ ส.๖
(๗) บัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย แบบ ส.๗
(๘) บัญชีของกลาง แบบ ส.๘
(๙) หมายเรียก แบบ ส.๙
(๑๐) บันทึกการจับ แบบ ส.๑๐
(๑๑) บันทึกการสอบสวน แบบ ส.๑๑
(๑๒) คำสั่งควบคุมผู้ต้องหา แบบ ส.๑๒
(๑๓) คำร้องขอประกันผู้ต้องหาและคำสั่งอัยการทหาร แบบ ส.๑๓
(๑๔) คำสั่งปล่อยผู้ต้องหา แบบ ส.๑๔
(๑๕) คำร้องขอประกัน แบบ ส.๑๕
(๑๖) รายงานชันสูตรบาดแผล แบบ ส.๑๖
(๑๗) แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ แบบ ส.๑๗
(๑๘) หมายเหตุสอบสวนคดี แบบ ส.๑๘
(๑๙) บันทึกการค้น แบบ ส.๑๙
(๒๐) บันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหา แบบ ส.๒๐
(๒๑) บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา แบบ ส.๒๑
(๒๒) บันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา แบบ ส.๒๒
(๒๓) บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แบบ ส.๒๓
(๒๔) บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ แบบ ส.๒๔
(๒๕) ภาพถ่ายประกอบบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ แบบ ส.๒๕
(๒๖) แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ แบบ ส.๒๖
ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๗
(ลงชื่อ) พลเอก เชษฐา ฐานะจาโร
( เชษฐา ฐานจาโร )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
สำเนาถูกต้อง
(ลงชื่อ) พ.ท. วรวิทย์ พงศ์ไพจิตร
( วรวิทย์ พงศ์ไพจิตร )
หน.วิชาการและค้นคว้า กกต.ธน.
๒๐ ก.ย.๔๗